2005/Sep/03

หลายเดือนมาแล้วข้าพเจ้าได้ฟังคนสำคัญผู้หนึ่งเล่าถึงบิดาของเขาว่า
ก่อนจะถึงแก่กรรม ท่านได้ให้ คำแนะนำอันมีค่ายิ่งแก่ชีวิตของเขา
ซึ่งได้ช่วยให้เขาเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้ เขาคิดเสมอว่า
ถ้าหากบิดาของเขาให้มรดกเป็นเงินทอง
ป่านนี้ก็คงจะผลาญหมดไปเสียนานแล้ว และก็คงจะใช้วิธีอีลุ่ยฉุยแฉก
ไม่มีโอกาสได้รับเชิญมาพูดวิทยุอย่างคืนนี้หรอก.

บุคคลผู้นั้นเล่าว่า . เมื่อบิดาเจ็บหนักจนรู้สึกว่าจะไม่รอด
ก็ได้เรียกเขาซึ่งเป็นบุตรคนเดียวของท่านเข้าไปสั่งสอนว่า
พ่อกำลังจะตายแล้วลูกเอ๋ย พ่อไม่มีข้าวของอะไรให้ลูกหรอก
แกจำเป็นจะต้องออกไป ผจญกับโลก
และคิดอ่านทำมาหากินไปตามความสามารถของแกเองตามลำพัง
แต่แกคงจะรู้สึกมืดแปดด้าน อยู่สักหน่อย จริงไหมล่ะ?
เพราะไม่มีอะไรเป็นทุนอยู่เลย เงินก้อนก็ไม่มี ชื่อเสียงแกก็ไม่มี
แต่พ่อจะให้.

มรดกอันมีค่าไว้สัก ๓ อย่าง กฏแห่งชีวิต ๓ ข้อ
ที่พ่อจะให้แกนี้ เป็นกฏง่ายๆ ธรรมดา ๆ ใครๆ ก็รู้ มิใช่ของลึกลับ
หรือเพิ่งค้นพบก็เปล่า แต่ถ้าแกทำได้ตามกฏเหล่านี้ ชีวิตก็จะมีแต่ความสุข ความเจริญ

ข้อแรก แกอย่ากลัว เขา คนโดยมากร้อยทั้งร้อยกลัว เขา
เสียจริงๆ เขาว่าอย่างโน้น เขาว่าอย่างนี้
กลัวไปเสียหมดจนแทบไม่ต้องทำอะไร และ
เขาก็กลายเป็น สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลก
แม่ทัพที่กล้าหาญชาญชัยในสงคราม
ก็ยังมากลัวว่า เขา จะพูดอย่างนั้นอย่างนี้. .กลัว เขา
จะชอบหรือไม่ชอบ . พ่อมีคำแนะนำอันเด็ดขาดสำหรับแกอย่างเดียวคือ
เมื่อเห็นว่าดี และถูกต้องแล้ว จงทำไปเถอะ เขาจะว่าอย่างไรช่างเขา

ข้อสอง ก็สำคัญอยู่เหมือนกัน . บิดาพูด
อย่าพยายามสะสมสิ่งของใดๆ อย่าไปยึดถือว่ามันเป็นของเรา"
ความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของสิ่งนั้นสิ่งนี้ จงพยายามอย่าให้มี เพราะถ้าแกไปยึดถืออะไร
สิ่งนั้นมันจะกลับมายึดถือแกเข้าบ้าง แกก็จะตกเป็นทาสมัน
ไม่แต่ของเท่านั้น แม้สัตว์ เช่นหมาที่เลี้ยงไว้ ก็อย่ารักมันอย่างหลงไหล
อย่าปล่อยหัวใจของแกให้หมา หรือตึกรามบ้านช่อง
มิฉะนั้นหมามันจะเอาหัวใจของแกไปแทะเล่น . บางคนเลี้ยงหมาไว้
รักเหลือเกิน เพื่อนขับรถยนต์ชนหมาก็โกรธกับเพื่อนตลอดชีวิต แล้ว
เจ็บแค้นทนทุกข์อยู่คนเดียว ไม่เป็นอันคิดถึงเรื่องอื่น
อย่างนี้พ่อเรียกว่า ส่งหัวใจของตัวเองให้หมาเอาไปแทะเล่น
อย่างนี้พ่อไม่ชอบ แกต้องพยายามหลีกให้พ้น อย่ายึดถือว่าเป็นเจ้าของสิ่งใดๆ

บุคคลผู้นั้นสารภาพว่า คำแนะนำของบิดาในข้อนี้ช่วยเขามาก
เขาคิดว่า คนเรายิ่งเป็นเจ้าของอะไรต่ออะไรมากเข้า
ตัวเองก็เหมือนกับมีเจ้าของมากเข้าด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อ
เขาไม่พยายามไปเป็นเจ้าของสิ่งใด นอกจากที่จำเป็นจริงๆ
เขาจึงรู้สึกว่ามีชีวิตอย่างอิสระเหมือนอากาศ และสุขสบายอย่างประหลาด .

เขาย้ำว่า เขาจำคำพ่อไว้ขึ้นใจ คือ จะไม่ยื่นหัวใจให้หมาแทะ
ถ้ามันจะตายก็ช่างมัน ถ้าตึกจะพังก็ช่างมัน หาเอาใหม่
หรือหลบไปอยู่กระท่อม ดีกว่าจะปล่อยให้ตึกพังลงมาทับหัวใจ
จนหัวใจแหลกลาญเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปด้วย .
เขาจึงสอนผู้ฟังวิทยุคืนนั้นว่า อย่าเอาหัวใจให้หมาแทะ
และอย่าให้ตึกพังลงมาทับหัวใจ เก็บหัวใจของท่านไว้ให้ดี
มันเป็นบ่อเกิดแห่งความรื่นรมย์ของชีวิต .

เขาเล่าต่อไปถึงคำแนะนำ ข้อสามของบิดาว่า
สอนให้รู้จักหัวเราะเยาะตนเองเสมอๆ .
บิดาของข้าพเจ้าอธิบายว่า . ทุกๆ คนย่อมมีสิ่งน่าหัวเราะอยู่ในตัวทั้งนั้น
แต่พวกเราส่วนมากชอบหัวเราะเยาะคนอื่น "
บิดาข้าพเจ้าสอนว่า แกจงหัวเราะเยาะตนเองเสียก่อน แล้วหัวเราะนั้นจะเป็นโล่ป้องกันตัวอย่างดี
หากใครๆจะมาหัวเราะแกอีก ก็เหมือนเอาหอกพุ่งมา แต่แกมีโล่อย่างดีป้องกันตัวเสียแล้ว หอกนั้นก็ทำอันตรายอะไรไม่ได้.

ข้าพเจ้าขอร้องท่านทั้งหลายให้ทำอย่างนี้ดู
แล้วจะเห็นคุณประโยชน์ของการหัวเราะเยาะตัวเอง
อย่างน้อยมันทำให้เราไม่ลืมตัว แล้วคนเรานั้นลืมอะไรก็ลืมได้
แต่ถ้า ลืมตัว เสียอย่างเดียว
ก็เสียคนเท่านั้น คำแนะนำจากวิทยุดังที่ข้าพเจ้านำมากล่าวนี้
เข้าใจว่าคงจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านที่ชอบคิด
เพราะถ้าเราลองใคร่ครวญแล้วจะเห็นว่า
สามารถนำมาปฏิบัติได้ทั้งสามข้อ
ไม่ว่าเราจะทำงานอาชีพอะไร หรือเป็นอะไร .

ข้อหนึ่ง . จะทำให้เราเข้มแข็ง กล้าที่จะทำตามความคิดซึ่งเราเห็นว่าถูกต้อง
ข้อนี้จะทำให้เรามีความก้าวหน้ากว่าคนอื่น
ข้อสอง . จะทำให้เรามีอารมณ์โปร่งสบายทุกเมื่อ ไม่ลุ่มหลงของรักใดๆ
จนเกิดทุกข์ ไม่ยอมให้อะไรๆ มาบีบหัวใจเล่นได้
และ ..
ข้อสาม . การรู้จักหัวเราะเยาะความทุเรศของตัวเอง
ทำให้สำนึกอยู่เสมอว่าเรามิใช่เทวดา ข้อนี้จะช่วยให้เราไม่เหลิงจนลอยลมตกลงมาปีกหัก
เพราะการเป็นคนสำคัญนั้นเป็นหน้าที่ซึ่งคนอื่นจะยกเราขึ้น
เราจะยกตัวเราเองนั้นไม่มีวันสำเร็จ . คนที่โด่งดังขึ้นนั้นจะถูกกด .คนที่กดตัวเองจะรุ่งโรจน์

Comment

Comment:

Tweet


อืมม จริงคับ
ดีครับ จริงๆ ตอนสุดท้ายไม่เห็นต้องสรุปถึงประโยชน์ของมันเลย เพราะผู้มีปัญญาย่อมสามารถ เห็นในสิ่งที่ผู้มีสติปัญญาผู้อื่นได้ถ่ายทอดมาอยู่แล้ว

ผมไม่เห็นด้วยกับการกดตัวเองเท่าไหร่ ในเมื่อตัวเราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าเราจะต้องอยู่ในระดับใด ผู้อื่นอยู่ในระดับใด แ้ล้วทำไมเราจะต้องกดตัวเองให้ต่ำลงล่ะ??

ผู้ที่รุ่งโรจน์นั้นไม่เคยกดตัวเอง ผู้ที่กดตัวเองหรือโทษตัวเองตลอดเวลา ไม่สามารถจะทำงานใหญ่ได้ เพราะไม่มีความเป็นธรรมชาติ ทำตัวธรรมดานี่แหละ ให้สังเกตุว่าคำว่า "ธรรมดา" ก็แฝงไปด้วย "ธรรม"
#1 by ตัวร้าย At 2005-09-10 00:01,